วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ราตรีที่ไม่หลับไหล


ภายในหนึ่งวัน เป็นธรรมชาติที่จะต้องมี 24 ชั่วโมงมีทั้งกลางวันและกลางคืน  มีพระอาทิตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลางวันมีพระจันทร์  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลางคืนซึ่ง  สิ่งเหล่านี้เป็นไปโดยธรรมชาติ  เป็นเรื่องธรรมดาสามัญเป็นที่สุด  และในหนึ่งวัน  มนุษย์หรือคนเราจะต้องนอนอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง  แต่ที่จริงแล้ว  บางคนอาจนอนแค่วันละ 5 ชั่วโมง  หรือ  มนุษย์เราก็ต้องนอนเป็น กะ เป็นเวลา เช่น  กลางวันทำงานกลางคืนนอนอะไรทำนองนั้น  แต่  บางคนก็ทำงาน กะ กลางคืน เช่น  ร.ป.ภ . บางคนอาจไม่นอน  อาจเป็นเพราะ  ติวหนังสือหรือเหตุผลอีก 108  แต่ท่านผู้อ่านอาจจะแปลกใจ  ที่นักเรียนสองคน  ในโรงเรียนแห่งหนึ่งชอบท่องราตรีอันยาวนานด้วย  notebook  แค่คนละเครื่องโดยการเล่น  facebook  และ  youtube  ไปพลางๆโดยขาดมันไม่ได้ โดยเอาเวลาส่วนมากในเวลากลางวัน  ซึ่งเป็นเวลาที่ต้องเรียน  แต่ทำไงได้ละ  ก็มันง่วงนี้หน่า  ใครก็ได้หายาแก้ง่วงให้ผมที  ถ้าไม่อยากหลับในเวลาเรียน  ง่ายนิดเดียวค่ะ  จู่ๆก็มีเสียงคุณครูวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นมาในหัวสมอง  ที่กำลังเบลออยู่  ด้วยความที่กำลังเบลอก็ไม่ได้คิดอะไร  จึงถามกลับไปว่า  ทำไงดีครับ คุณครู  ทันใดนั้น ก็มีเสียงของคุณครูวิชาเคมีมาเคาะที่หน้าโต๊ะเรียน  ก็อกๆๆๆ  ตื่นได้แล้ว  เมื่อคืนพวกเธอไปทำอะไรมาฮึ  แล้วนี่มันอะไรกัน  โห  อะไรกันเนี่ย  ยังไม่รู้คำตอบของครูคณิตศาสตร์เลย เอาไงดีหว่า งั้นก็เรียนๆไปแล้วกัน เด็กหนุ่มสองคนต้องเรียนกันต่อไปโดยที่สมองไม่รับอะไรเลย  เอ้ะ  หรือรับหว่า  อันนี้ก็ไม่รู้สินะ เรียนๆไปเดี๋ยวก็จบวันเองแหละ  พอหลังจากเลิกเรียนตอนเย็น  ในห้องดนตรีของโรงเรียนนั้น  ซึ่งเป็นที่พำนักของเด็กหนุ่มทั้งสองก็ได้มีเสียงดังขึ้น  เตรงๆๆๆๆๆ   ตุ้มโมงๆๆๆๆๆๆ  โหซ้อมทุกวันเลยไอเด็กพวกนี้  มันซ้อมดนตรีไทยกันอีกแล้วเสียงเด็กหนุ่มได้คิดขึ้นในใจ  ทั้งที่ตัวเองกำลังหมกมุ่นอยู่กับ  facebook  นั่งรัวแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างเมามัน  ทันใดนั้ก็เกิดปฎิกิริยาเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มทั้งสองคน  โถโว้ย  อะไรกันนักกันหนา  เอ็มมี่จังปิดเน็ตจริงๆ  โครตขี้หวงเน็ตเลย  เน็ตก็ไม่ใช่ของตัวเองเด็กหนุ่มพูดไปพลางโมโหด้วยกัน  พร้องกับเสียงดนตรีที่บรรเลงไปกันอย่างสนั่นหวันไหวในห้องดนตรีอยู่นั้นเอง 
สามทุ่มผ่านไป
ไวเหมือนโกหก
การซ้อมที่ฟังแล้วรู้สึกปวดหัวก็จบลง  แต่พายุใหญ่ที่โหดกว่านั้นนกำลังจะถาโถมเข้ามา  นั่นคืการออกกำลังกายที่แสนจะโหดหฤหรรษที่กำลังรอเด็กหนุ่มคนหนึ่งอยู่  ส่วนอีกคนหนึ่งก็ได้เตรียมเครื่องดนตรีของตัวเอง  เพื่อจะเตรียมตัวเป่าในเวลากลางคืน  และระหว่างนั้นก็หมกมุ่นอยู่กับ facebook ไปพลางๆ  หลังจากการออกกำลังกายอันโหดหฤหรรษได้เริ่มขึ้นซักพัก  ทันใดนั้น  เสียงอันน่าสยดสยองก็ได้เริ่มต้นขึ้นตามมา  มันโรคจิตหรือไงกัน  ตอนที่กำลังออกกำลังกายกันมันดันเป่า  ทำไมตอนที่อยู่กันดีๆมันไม่เป่าวะ  เด็กหนุ่มพูดขึ้นกับคุณครูที่กำลังออกกำลังกายด้วยกับ พลางหงุดหงิด  ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง  การออกกำลังกายก็สิ้นสุดลง  เด็กหนุ่มมีความรู้สึกเหมือนตัวเองโดนปลดปล่อยออกจากเครื่องพันธนาการ  เย้  ในที่สุดก็เสร็จซักทีเสียงดนตรีที่น่าหนวกหูก็หายไป  คุณครูก็ได้นอนตามภาษาของคนที่ต้องนอนตอนกลางคืน  ต่างจากเด็กหนุ่มมทั้งสองคนอย่างสิ้นเชิง  หาที่นอนที่แปลกพิศดาร  คือ  ปูผ้าห่มแล้วนอนลงพร้อมกันกับเอาnotebookนอนหลับไปด้วยกัน  หลังจากนั้น  เด็กหนุ่มทั้งสองก็เริ่มทำการหม้อสาวใน facebook ทั้งที่  facebook  ในเวลานั้น  แทบจะไม่มีใคร  on อยู่เลยแต่เขาก็บากบั่นเล่นต่อไปโดยทิ้งอาการง้วงหงาวหาวนอนออกไป  จนแล้วจนรอด  ทั้งคนทั้ง  notebook ก็หลับไปพร้อมกันแบบที่ไม่รู้ตัว  พอตื่นขึ้นมาในตอนเช้า  คุณรู้หรือไม่  ว่าอะไรหายไป

   .............โถโว้ย  คอมตรูหายไปไหนวะ  อย่าให้รู้นะว่าใครเอาคอมตรูไป   เด็กหนุ่มทั้งสองคนพายายามค้นหาคอมอย่างแทบจะพลิกแผ่นดินของห้องดนตรีเลยทีเดียว  จนถึงสุดท้ายและท้ายสุด  พอไปเปิดผ้าห่มดู  ปรากฎว่า  notebook ดันมาอยู่ในผ้าห่มนั่นเอง  อ๋าว  เออเนอะ  ขอโทษครับ  ผมลืมไป  มันอยู่ในผ้าห่มนี่เองอิ อิ อิ...............

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

นิทานอยากเป็นเศรษฐี


นิทานเรื่องนี้เล่าต่อกันมานานแล้ว:
มีครอบครัวชาวนาที่ยากไร้อยู่ครอบครัวหนึ่ง  ซึ่งอยู่ติดกันกับคฤหาสของเศรษฐีที่ร้ำรวยมาก  ชาวนาจึงอยากที่จะเป็นเศรษฐี  จึงได้ขอร้องกับเศรษฐีให้รับบบุตรของตนไปเรีนการเป็นเศรษฐี  เศรษฐีก็ตอบรับคำแล้วได้พาบุตรของชาวนาไปในคฤหาสของเขา
ซึ่งใหญ่โตมากและได้พาไปที่ห้องรับประทานอาหาร
เศรษฐีบอกกับคนรับใช้ว่า  เจ้าจงไปเตรียมอาหารมาโดยเร็ว  ขอเป็นสำรับใหญ่ๆด้วย  คนรับใช้ก็ได้นำอาหารสำรับไหญ่มาตั้งโต๊ะ  แล้วเศรษฐีก็ได้ถามบุตรของชาวนาว่า?
เราดูเหมมือนเศรษฐีหรือไม่?  บุตรของชาวนาก็ตอบขึ้มาในทันทีสว่า  เหมือนขอรับ  เศรษฐีก็ได้ถามคำถามนี้ซ้ำไปเรื่อยๆพร้อมกับหยิบอาหารอออกจากสำรับทีละอย่าง
จนเหลือเพียงอาหารอย่างสุดท้าย  เศรษฐีก็ได้ถามกับบุตรของชาวนาว่า?  เรายังดูเหมือนเศรษฐีออยู่หรือไม่?  บุตรของชาวนาก็ได้ตอบว่า ไม่เหมือนแล้วขอรับ แต่เศรษฐีกลับตอบกลับมาว่า  ตอนนี้เราดูเหมือนเศรษฐีมากกว่าตอนที่ฉันมีอาหารเต็มสำรับอีกนะ  บุตรของชาวนาก็ถามเศรษฐีว่า เพราะอะไรขอรับ
เศรษฐีจึงได้บอกกับบุตรของชาวนาว่า  ที่ฉันดูเหมือนเศรษฐีตอนที่อาหารของฉันเหลือเพียงอย่างเดียว  เพราะเราไม่จำเป็นที่จะต้องทานอาหารเยออะแยะมากมาย  เพราะต่อให้เราทานอาหารมากมายเราก็ทานไม่หมดอยู่ดี  ทั้งยังทำให้สินเปลืองเสียอีก  แล้วเมื่อไหร่เราจะได้เป็นเศรษฐีกัน  เปรียบเทียบกับเราทานอาหารเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สิ้นเปลืองยังจะดีเสียกว่า
ดังนั้นจึงทำให้บุตรของงชาวนารู้ถึงคุณค่าของความประหยัดอดออม  ใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า  อยู่อย่างพอเพียง  ในทางตรงกันข้าม  ถ้ายิ่งใช้จ่ายแบบไม่รู้จักพอ  หนทางแห่งเศรษฐีก็จะไม่มีทางเปิดออก
แต่การประหยัดอดออมนี่แหละ  ที่ทำให้เราได้เปิดช่องทางแห่งการร่ำรวยอย่างแท้จริง