นิทานเรื่องนี้เล่าต่อกันมานานแล้ว:
มีครอบครัวชาวนาที่ยากไร้อยู่ครอบครัวหนึ่ง
ซึ่งอยู่ติดกันกับคฤหาสของเศรษฐีที่ร้ำรวยมาก ชาวนาจึงอยากที่จะเป็นเศรษฐี จึงได้ขอร้องกับเศรษฐีให้รับบบุตรของตนไปเรีนการเป็นเศรษฐี เศรษฐีก็ตอบรับคำแล้วได้พาบุตรของชาวนาไปในคฤหาสของเขา
ซึ่งใหญ่โตมากและได้พาไปที่ห้องรับประทานอาหาร
เศรษฐีบอกกับคนรับใช้ว่า
เจ้าจงไปเตรียมอาหารมาโดยเร็ว
ขอเป็นสำรับใหญ่ๆด้วย คนรับใช้ก็ได้นำอาหารสำรับไหญ่มาตั้งโต๊ะ แล้วเศรษฐีก็ได้ถามบุตรของชาวนาว่า?
เราดูเหมมือนเศรษฐีหรือไม่?
บุตรของชาวนาก็ตอบขึ้มาในทันทีสว่า
เหมือนขอรับ
เศรษฐีก็ได้ถามคำถามนี้ซ้ำไปเรื่อยๆพร้อมกับหยิบอาหารอออกจากสำรับทีละอย่าง
จนเหลือเพียงอาหารอย่างสุดท้าย
เศรษฐีก็ได้ถามกับบุตรของชาวนาว่า?
เรายังดูเหมือนเศรษฐีออยู่หรือไม่?
บุตรของชาวนาก็ได้ตอบว่า ไม่เหมือนแล้วขอรับ แต่เศรษฐีกลับตอบกลับมาว่า ตอนนี้เราดูเหมือนเศรษฐีมากกว่าตอนที่ฉันมีอาหารเต็มสำรับอีกนะ บุตรของชาวนาก็ถามเศรษฐีว่า เพราะอะไรขอรับ
เศรษฐีจึงได้บอกกับบุตรของชาวนาว่า
ที่ฉันดูเหมือนเศรษฐีตอนที่อาหารของฉันเหลือเพียงอย่างเดียว
เพราะเราไม่จำเป็นที่จะต้องทานอาหารเยออะแยะมากมาย เพราะต่อให้เราทานอาหารมากมายเราก็ทานไม่หมดอยู่ดี ทั้งยังทำให้สินเปลืองเสียอีก แล้วเมื่อไหร่เราจะได้เป็นเศรษฐีกัน
เปรียบเทียบกับเราทานอาหารเพียงอย่างเดียวแต่ไม่สิ้นเปลืองยังจะดีเสียกว่า
ดังนั้นจึงทำให้บุตรของงชาวนารู้ถึงคุณค่าของความประหยัดอดออม ใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า อยู่อย่างพอเพียง ในทางตรงกันข้าม ถ้ายิ่งใช้จ่ายแบบไม่รู้จักพอ หนทางแห่งเศรษฐีก็จะไม่มีทางเปิดออก
แต่การประหยัดอดออมนี่แหละ
ที่ทำให้เราได้เปิดช่องทางแห่งการร่ำรวยอย่างแท้จริง